ฟิล์มกันรอยคุ้มกว่าเคลือบแก้ว จริงหรือไม่? บางทีเราเห็นว่ามีวัสดุมากกว่า น่าจะมองว่ามันคุ้มค่ากว่าเป็นธรรมดา เหมือนฟิล์มใสกันรอยที่ติดทั้งคัน ถ้าราคามันดันไปใกล้เคียงกับการเคลือบแก้วเซรามิค บวกกับการติดตั้งฟิล์มใสกันรอยแนวปะทะ ย่อมเข้าใจไปว่า ถ้าได้ติดทั้งคันน่าจะคุ้มกว่าเป็นธรรมดา จนอาจจะลืมคิดไปว่าความคุ้มค่าจะเกิดได้จากจุดอื่นๆได้ด้วย วันนี้ก็เลยจะเปรียบเทียบโดยยกประเด็นให้เห็นสักสองประเด็น เรื่องแรกคือความเหมาะสมกับการใช้งาน ยังยืนยันคำเดิมว่า รถสีดำหรือสีเข้มอาจไม่เหมาะกับการติดฟิล์มใสกันรอยรอบคัน เพราะมันไม่ต่างกับการเอาพลาสติกไปตากแดดทุกวันๆ แน่นอนถ้านึกภาพตามมันย่อมทำให้ขุ่นหมอง เสื่อมสภาพเร็ว ยิ่งสีเข้ม สีดำ ยิ่งดูดความร้อนเร็ว ยิ่งดูดมลภาวะเร็ว ไม่นับรวมกับพฤติกรรมการดูแลรถเบื้องต้นหากเกิดมลภาวะขึ้นเฉพาะหน้า
ถ้าผู้ใช้มักปล่อยให้มลภาวะแห้งคาบ่อยๆ ย่อมทำให้ฟิล์มใสกันรอยที่ติดไปมีความขุ่นหมองได้เร็วยิ่งขึ้น และเมื่อมันซึมเกิน topcoat ของฟิล์มไปแล้ว จะไม่สามารถดึงให้กลับมาเงางามเหมือนเดิมได้ ในขณะที่เคลือบแก้ว เซรามิก สมามารถดึงให้กลับมาเงาในระยาวได้ เป็นต้น ส่วนเรื่องที่สองคือ แม้การเคลือบแก้วเป็นหลักจะดูเหมือนไม่ได้มีวัสดุอะไรมาติดบนรถเรามากมายนัก แต่อย่าลืมถึงความถี่ที่จะเป็นต้นทุนทั้งหมด ตั้งแต่การนัดหมายเข้ามาทุก 6 เดือนที่จะต้องทำซ้ำทำใหม่ ไล่ขั้นตอนตั้งแต่การล้างแบบเต็มระบบ การนำมาขัดให้กลับมาเงาเหมือนเดิม การเคลือบแก้วซ้ำ ไม่เฉพาะสี แต่รวมล้อแมกซ์ ห้องเครื่อง กระจกด้วย ใช้เวลาแทบจะหมดวัน ต้องใช้ผลิตภัณฑ์หลายอย่าง แรงงาน ช่างฝีมือ ทั้งหมดก็คือวัตถุดิบเช่นกัน แม้ไม่เห็นเป็นวัสดุ แต่มันเป็นการการันตีความเงาให้เราแบบตรงจุดกว่า ดังนั้น ถ้าจะเลือกเคลือบแก้ว เซรามิก หรือติดตั้งฟิล์มใสกันรอย แนะนำว่า ตั้งเป็นงบประมาณที่คิดว่าเหมาะสม แล้วนำมาปรึกษาหารือกันถึงทางเลือก ว่าควรจะปกป้องสีรถเราให้เงายาวนานได้อย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน ความเงาที่ชอบ และงบประมาณที่ใช่นั่นเอง
#เคลือบแก้ว#เคลือบเซรามิก#ฟิล์มใสกันรอย#ปกป้องสีรถ#ดูแลรถยนต์#ฟิล์มกันรอยรถยนต์#เคลือบแก้วมอเตอร์ไซค์#เคลือบแก้วรถยนต์#เคลือบแก้วVSฟิล์มใส#รถสีดำดูแลยังไง
