เคลือบแก้วกับเคลือบเซรามิกรถยนต์ต่างกันหรือไม่

เคลือบแก้วกับเคลือบเซรามิกรถยนต์ต่างกันหรือไม่ ? อย่างไร ?

ปัจจุบันธุรกิจการบริการเคลือบสีรถออกมามากมาย โดยเฉพาะการเคลือบแข็ง ซึ่งเราน่าจะเคยได้ยินศัพท์ต่างๆ ที่บางทีอาจฟังแล้วสับสน ไม่ว่าจะเป็น เคลือบแก้ว เคลือบเซรามิก เคลือบคริสตัล เคลือบเทฟล่อน หรืออื่นๆ วันนี้เราจะมาอธิบายข้อมูลให้ผู้ที่สนใจเข้ารับบริการเคลือบแข็งสีรถ และคำที่น่าจะเคยได้ยินบ่อยที่สุดคือ เคลือบแก้ว และเคลือบเซรามิก ว่าต่างกันหรือไม่อย่างไร?  ซึ่งหากย้อนไปเมื่อหลายปีที่แล้ว เราจะได้ยินการให้บริการเคลือบสีรถยนต์ประเภทเคลือบแข็งอยู่คำเดียวคือคำว่า “เคลือบแก้ว” ส่วนคำว่า “เคลือบเซรามิค”เพิ่งน่าจะได้ยินกันมาช่วงหลังๆ ซึ่งก็ให้ข้อมูลที่แตกต่างกันไป บ้างบอกเคลือบเซรามิคใหม่กว่า ดีกว่า แข็งกว่า จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ เรามาย้อนดูว่าทำไมเราถึงเรียกอย่างนั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเราจะอธิบายเปรียบเทียบในเชิงที่เกี่ยวกับธุรกิจการเคลือบแข็งของสีรถที่เกี่ยวข้องกับคำนิยาม 2 คำนี้กันนะครับ

คำว่าเคลือบแก้วมาจากไหน?

ก่อนหน้านี้สารตั้งต้นในการผลิตน้ำยาเคลือบแก้วนั้นหลักๆจะใช้ ซิลิคอน ไดออกไซด์ (อังกฤษ: silicon dioxide) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ซิลิกา (ลาติน  silex) สูตรทางเคมีคือ Sio2 และที่เราใช้คำว่าเคลือบแก้วสำหรับรถยนต์นั้นก็เนื่องมาจาก 2 เหตุผลหลักๆก็คือ

  1. ซิลิกาเป็นวัสดุที่มักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตแก้ว คริสตัล ขวดน้ำ เจล เป็นต้น
  2. เมื่อนำน้ำยาเคลือบแก้วที่เราใช้เคลือบสีรถ ตกผลึก หรือเซ็ตตัว ก็จะเป็นผลึกแข็ง ใส เหมือนแก้ว

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเรียกน้ำยาประเภทนี้ว่าน้ำยาเคลือบแก้ว เพราะเนื่องจากเป็นคำนิยามง่ายๆตรงๆตามจุดประสงค์ของสารตั้งต้น และความใกล้เคียงในรูปลักษณ์หลังจากตกผลึกแล้ว”

คำว่าเคลือบเซรามิกมาจากไหน?

ผ่านมา 2-3 ปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงนี้ คำว่าเคลือบเซรามิกพยายามมาแทนที่ หรือมาแข่งขันคำว่าเคลือบแก้วทางธุรกิจ โดยแนวโน้มการให้ข้อมูลเป็นลักษณะที่เหมือนเหนือกว่า ดีกว่าเคลือบแก้ว โดยอ้างว่าแข็งกว่าบ้าง ทนกว่าบ้าง เหตุผลเหล่านี้มาจากไหน? เชื่อถือได้หรือไม่ อย่างไร? เรื่องนี้ต้องเหลากันยาวหน่อยลองมาพิจารณาข้อมูลเหล่านี้แล้วนึกภาพตามกันนะครับ

คำว่า “เซรามิก” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก (Keramos) มีความหมายว่า “สิ่งที่ถูกเผา” ซึ่งในอดีต เซรามิกดั้งเดิมจะถูกนำมาใช้งานมากที่สุด โดยทำมาจากดินเหนียวเป็นหลัก เพื่อนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น จาน ชามดินเผา กระเบื้อง หรือ อิฐ เป็นต้น ต่อมามีประพัฒนาเซรามิกประเภทใหม่ๆมากมาย คำว่า เซรามิก”จึงมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง คำจำกัดความจะหมายถึงองค์ประกอบสองส่วนเข้าด้วยกัน นั่นคือ วัสดุ และกระบวนการ เช่น การนำดินเหนียว(วัสดุ)มาปั้นและเผา(กระบวนการ) เราจะเรียกเป็นเครื่องปั้นดินเผา นั่นก็คือ เซรามิกประเภทหนึ่ง หรือหากเราปั้นเป็นจานแล้วเผา ก็สามารถเรียกว่า จานเซรามิกได้เช่นกัน

เคลือบเซรามิกเกี่ยวกับเคลือบแก้วอย่างไร?

น้ำยาเคลือบแก้วที่มีสารตั้งต้นมาจาก “ซิลิกา” เมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศและอุณหภูมิ จะมีความเครียดน้อยลง มีผลึกที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แตกหักยากขึ้น มีความเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นก็ถือเป็นเซรามิกประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน (ซิลิกา=วัสดุ,ทำปฏิกิริยากับอากาศและอุณหภูมิ=กระบวนการ) ดังนั้น เมื่อเรานำมาใช้งานโดยการเคลือบแล้วเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว นั่นก็คือการ “เคลือบเซรามิก”  แต่ว่าน้ำยานี้เมื่อเซ็ตตัวแล้วจะเป็นผลึกใสคล้ายแก้ว และสารตั้งต้น(ซิลิกา)ก็มักจะถูกนำมาผลิตแก้ว เราจึงสามารถเรียกว่า “เคลือบแก้ว” ได้เช่นกัน  คำว่าเคลือบเซรามิก จึงเป็นคำนิยามตามประเภทของวัสดุและกระบวนการรวมกัน ส่วนคำว่าเคลือบแก้วจะเป็นคำนิยามแบบเปรียบเทียบผลึกที่เหมือนแก้ว หรือเพราะสารตั้งต้น(ซิลิกา)นี้มักนำไปผลิตเป็นแก้วนั่นเอง ด้วยเหตุผลนี้เราจึงสามารถเรียกสารเคลือบแข็งประเภทนี้ว่า “เคลือบแก้ว” หรือเคลือบ “เซรามิก” ก็ได้

 

สารตั้งต้นของสารเคลือบแข็งประเภทอื่นๆ

มากไปกว่านั้น ยังมีน้ำยาประเภทเคลือบแข็งที่ใช้สารประกอบประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็น ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium dioxide:TiO2), ซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC) ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยาให้เป็นเซรามิกประเภทหนึ่งได้ แต่วัสดุเหล่านี้อาจไม่นิยมมาใช้ในการผลิตแก้วมากนัก เช่น ไททาเนียมไดออกไซด์มักนำไปใช้ในการผลิตเครื่องมืออิเลคทรอนิก เป็นสารเคลือบกระจก ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอางค์ หรือ ซิลิกอนคาร์ไบด์ ที่มักใช้ในการผลิตแหวนกันซึม หรือใช้ในการเป็นสารเคลือบกระสวยอวกาศ เป็นต้น

จึงอาจมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการเคลือบเซรามิกแท้ ไม่ใช่เคลือบแก้วในการให้ข้อมูลต่อผู้บริโภค นั่นแท้จริงแล้วเป็นเพียงการเปรียบเทียบในแง่ความนิยมในการนำสารเหล่านั้นไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไม่ได้เน้นนำมาผลิตแก้ว จึงเรียกการเคลือบเหล่านี้ว่าเป็นเคลือบเซรามิกไม่ใช่เคลือบแก้ว ผู้เขียนก็คิดว่ามีเหตุผล เพราะถ้าเราเรียกคำนิยามตามความนิยมของผลิตภัณฑ์ที่นำสารเหล่านี้ไปใช้ เช่น เคลือบเครื่องมืออิเลคทรอนิกรถยนต์ เคลือบเครื่องสำอางค์รถยนต์ หรือเคลือบกระสวยอวกาศรถยนต์ ก็อาจจะฟังดูแปลกไปอาจไม่เหมาะสมในด้านการตลาด

อีกประเด็นหนึ่งที่จะทิ้งท้ายไว้เปิดประเด็นต่อในครั้งต่อไป คือเรื่องการนำสารประกอบในการผลิตน้ำยาเคลือบแข็งของสีรถยนต์ ว่าสารตั้งต้นในการผลิตน้ำยาของประเภทนั้นมีความแข็งแกร่งกว่าประเภทนี้ นี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดเช่นเดียวกัน เนื่องจากนำสารตั้งต้นหรือเคมีประกอบแต่ละชนิดไปเทียบเคียงกันใน “มาตราความแข็งแร่ของโมส” (Mohs scale of mineral hardness) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆเมื่อหาข้อมูลเบื้องต้นอ่านผ่านๆแล้วจะรู้สึกว่าแข็งแกร่งกว่า แต่แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์ที่นำมาเคลือบแข็งบนสีรถยนต์ที่ถูกปรุงแต่งมาใช้ๆกันอยู่ นั้นวัดค่าความแข็งเป็น “ค่าการทดสอบตามความแข็งของระดับดินสอ” (Hardness of Pencil scale) ตามเอกสารรับรอง(Test Report) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันคือ 9H  ผู้ที่หาข้อมูลแบบผ่านๆจึงอาจจะยังไม่เข้าใจ วันไหนสะดวกก็จะมาเหลาประเด็นเหล่านี้ให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s